ก่อนที่จะกล่าวถึงสาเหตุของการเกิด..เรามาทำความรู้จัก
ฝ้า กระ จุดด่างดำ คร่าวๆกันก่อน.. ว่ามีลักษณะหน้าตาอย่างไร..?
ฝ้า (Melasma) มีลักษณะสีน้ำตาลอมดำ อาจมีขนาด แตกต่างกันตั้งแต่เป็นหย่อมเล็ก ๆ จนกระทั่งเป็นปื้นขนาดใหญ่ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของใบหน้า โดยเฉพาะโหนกแก้วและสันจมูกที่มักจะเกิดฝ้ามากที่สุด โดยทั่วไปแล้ว ฝ้าจะเกิดกับผู้ทีี่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จนกระทั่งผู้สูงอายุ
กระ (Freckle) มีลักษณะแบนราบหรือเป็นปุ่มนูนสีน้ำตาลและมีขนาดเล็ก
ส่วนมากมักจะขึ้นบริเวณใบหน้า ลำคอ และแขน จะเห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มคนผิวขาว สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก
และอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีสีคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่
จุดด่างดำ (Age
spots) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลหรือเข้มไปจนสีดำที่ชั้นผิวหนัง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสีผิว
มักเกิดบริเวณใบหน้า มือ โดยมักเกิดขึ้นในคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
ทีนี้..
ก็มาถึงสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ จุด ด่างดำ ..
ฝ้า กระ จุดด่างดำ สาเหตุหลักเกิดจากการผลิตเม็ดสีผิวเมลานินที่มากเกินไป
(Melanin pigment) หรือการผลิตเม็ดสีเมลานินที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน
ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ซึ่งเรียงตามลำดับได้ดังนี้
1. แสงแดด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้ง เอ และ บี รวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น แสงอัลตราไวโอเลต จะมีมากในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แสงแดดในช่วงนี้มีผลทำให้ผิวหนังเกิดการไหม้เกรียมและอาจเกิดฝ้าได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงเวลาดังกล่าว
2. ฮอร์โมนเอสโตรเจน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นกลไกสำคัญในการคุมกำเนิด เมื่อระดับฮอร์โมนนี้ในร่างกายขึ้นสูง ก็จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินทำให้เกิดฝ้าขึ้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีมากในเพศหญิง และจะเพิ่มขึ้นสูงในระยะตั้งครรภ์ และขึ้นลงในวัยหมดประจำเดือน หรือคนที่ระบบประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพบฮอร์โมนนี้ในยาคุมกำเนิด จะสังเกตได้ว่าคนที่ทานยาคุมกำเนิด มักจะมีปัญหาเรื่องฝ้า ดังนั้น จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์หรือรับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย
3. พันธุกรรม พบว่าคนในครอบครัวเดียวกันจะเป็นฝ้าเหมือนกันได้ถึง 30-50% จึงเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน
4. เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง จำพวกสารให้กลิ่นหอมหรือสี อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ แต่ก็พบได้น้อย
5. ยาบางประเภท พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายาเหล่านี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
1. แสงแดด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้ง เอ และ บี รวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น แสงอัลตราไวโอเลต จะมีมากในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แสงแดดในช่วงนี้มีผลทำให้ผิวหนังเกิดการไหม้เกรียมและอาจเกิดฝ้าได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงเวลาดังกล่าว
2. ฮอร์โมนเอสโตรเจน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นกลไกสำคัญในการคุมกำเนิด เมื่อระดับฮอร์โมนนี้ในร่างกายขึ้นสูง ก็จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินทำให้เกิดฝ้าขึ้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีมากในเพศหญิง และจะเพิ่มขึ้นสูงในระยะตั้งครรภ์ และขึ้นลงในวัยหมดประจำเดือน หรือคนที่ระบบประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพบฮอร์โมนนี้ในยาคุมกำเนิด จะสังเกตได้ว่าคนที่ทานยาคุมกำเนิด มักจะมีปัญหาเรื่องฝ้า ดังนั้น จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์หรือรับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย
3. พันธุกรรม พบว่าคนในครอบครัวเดียวกันจะเป็นฝ้าเหมือนกันได้ถึง 30-50% จึงเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน
4. เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง จำพวกสารให้กลิ่นหอมหรือสี อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ แต่ก็พบได้น้อย
5. ยาบางประเภท พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า จึงเชื่อว่ายาเหล่านี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า
สรุปได้ว่า ฝ้า กระ จุดด่างดำ
สาเหตุหลักก็คือ แสงแดด ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งเม็ดสีเมลานินนี้ ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันแสงแดดตามธรรมชาติของผิว
และปกป้องผิวจากรังสียูวี เมื่อเราตากแดดผิวจึงกลายเป็นสีคล้ำ เนื่องจากร่างกายสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเพื่อปกป้องผิวนั่นเอง
เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นตอของการเกิด
ฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินถูกกระตุ้นให้สร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมา..
เราก็มาทำความเข้าใจกันต่ออีกสักนิดว่า กระบวนการหรือขั้นตอนในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินนั้น
มันเกิดขึ้นได้อย่างไร..?
ในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน
ถ้าดูจากรูป จะมีสารตั้งต้นคือ Tyrosine จากนั้นก็จะถูกสังเคราะห์ต่อไปจนในที่สุดได้เป็นเม็ดสีเมลานิน
จะเห็นว่าในกระบวนการสังเคราะห์นี้จะเกี่ยวข้องกับเอ็นไซม์หลักคือ Tyrosinase
เท่านั้น
จากรูป จะเห็นว่ากระบวนการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินที่อยู่ในกรอบสีแดงจะเกิดขึ้นในเมลาโนโซม
จากนั้นเมลาโนโซมก็จะถูกส่งผ่านท่อเด็นไดร์ทไปสู่เซลล์คีราติโนไซต์ ดังนั้น
ถ้ามีการขัดขวางกระบวนการส่งผ่าน ก็จะไม่เกิดเม็ดสีเมลานินที่ผิว
เนื่องจากไม่มีเม็ดสีเมลานินที่เซลล์คีราติโนไซต์
สรุปได้ว่า..
เราสามารถลดการสร้างเม็ดสีเมลานินได้โดย
1.
ป้องกันปัจจัยที่มากระตุ้น
เช่น ป้องกันผิวจากรังสี UV เลี่ยงยาคุมกำเนิด ฯลฯ
2.
ลดการสร้าง ลดการทำงาน
รบกวนการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส Tyrosinase ชะลอไม่ให้เอ็นไซม์ที่สร้างขึ้นมามีศักยภาพ
เร่งการสลายตัวของเอนไซม์ ซึ่งในขั้นตอนนี้มีสารออกฤทธิ์ที่ทรงพลังอยู่หลายตัวด้วยกัน
อย่างเช่น สารสกัด HentoWhite, สารสกัด GigaWhite™, สารสกัด Brown
Algae Extract, สารสกัด Red Algae
Extract, สารสกัด Brassica Flower Extract, สารสกัด Bright
Light Madonna Lily และสารสกัด Swiss Garden Extract เป็นต้น ซึ่งสารสกัดเหล่านี้จะเข้าไปยับยั้งและหยุดการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส
(Tyrosinase)
และเพิ่มกระบวนการผลัดเซลล์ผิวและการย่อยสลายเอนไซม์ไทโรซิเนส ส่งผลให้เกิดการยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน
3.
ขัดขวางการแสดงผลของเม็ดสีเมลานินบนผิวหนัง
โดยการยับยั้งการส่งเมลาโนโซมไปตามท่อเด็นไดร์ท ในขั้นตอนนี้ก็จะมีสารสกัด Brown
Algae Extract และสารสกัด Bright Light Madonna Lily ที่สามารถยับยั้งการส่งผ่านเมลาโนโซม (ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานิน)
ไปตามท่อเด็นไดร์ท ส่งผลให้ไม่เกิดเม็ดสีเมลานินขึ้นที่ผิว
4.
การยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส
Tyrosinase
ในระดับยีนส์
เป็นนวัตกรรมใหม่ในการควบคุมการสร้างเม็ดสีเมลานินในระดับยีนส์ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็มีสารสกัด
Brown Algae Extract ที่สามารถยับยั้งการสังเคราะห์เอนไซม์ไทโรซิเนสลึกถึงในระดับยีนส์
(Inhibition of Tyrosinase Synthesis) โดยไปยับยั้งยีนส์ที่ชื่อว่า MITF ซึ่งเป็นตัวควบคุมเมลาโนไซด์
ให้ลดการสังเคราะห์เมลานิน
เมื่อทราบถึงสาเหตุและขั้นตอนในการสร้างเม็ดสีเมลานินว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
คุณก็สามารถที่จะหาวิธีดูแลผิวของคุณให้ห่างไกล ฝ้า กระ จุดด่างดำ
โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิด หรือนำไปพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งสามารถหาซื้อได้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวขาว ทั้งครีมมาร์คหน้า เซรั่ม ครีมบำรุงต่างๆ เป็นต้น






No comments:
Post a Comment