Total Pageviews

Thursday, 6 December 2018

ครีมอันตราย แฉ..! ให้เห็นกันจะ แบบจัดเต็ม ถึงอันตรายร้ายแรงจากสารต้องห้ามในเครื่องสำอาง


สืบเนื่องมาจากบทความที่แล้ว ครีมอันตราย ระวัง..! พบสารต้องห้าม ใครใช้อยู่มีสิทธิ์หน้าพัง ที่คุณทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีสารอันตรายอะไรบ้าง สำหรับบทความนี้ ก็จะมาขยายความเพิ่มเติมว่า สารต้องห้ามแต่ละตัวนั้น มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร และมีผลข้างเคียงร้ายแรงขนาดไหน..

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสม ในการผลิตเครื่องสำอาง ลำดับที่ 221 ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม125 ตอนพิเศษ 80ง ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 โดยกำหนดชื่อสารห้ามใช้ คือ 

1. ปรอท และสารประกอบของปรอท


ปรอท ถูกกำหนดเป็นสารอันตรายห้ามใช้ในเครื่องสำอาง จากการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ครีมหน้าขาว หน้าใส เพื่อตรวจสอบคุณภาพ จากหลายหน่วยงาน พบว่า มีจำนวนถึง 20% ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ที่มีสารปรอทในปริมาณสูงปนอยู่ในระดับมากกว่า 1,000 ส่วนถึงมากกว่า 10,000 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน

กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว

สารปรอทที่ใช้ผสมในเครื่องสำอาง เพื่อให้ผิวหน้าขาวใส ลดจุดด่างดำ หรือรักษาฝ้า จะอยู่ในรูปของ Davalent-Cations ไควาเลนซ์แคทไอออน [mercuric (II) ion, Hg2 +] ซึ่งจะมีผลยังยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ลดลง จึงช่วยให้สีผิวขาวขึ้น และนอกจากนี้ปรอทยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดสตาไฟโยคอคคัส (staphylococcus) จึงป้องกันสิวได้ด้วย

ผลข้างเคียงจากการใช้

สารประกอบของปรอท จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอบางลง แพ้ง่าย เกิดผื่นแดงระคายเคือง ผิวไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร เล็บที่สัมผัสกับครีมก็จะบางลง และเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ อีกทั้งยังทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเสียการรับรู้ เช่น การมองเห็นและการได้ยิน ถ้าสตรีที่ตั้งครรภ์ได้รับสารปรอท ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปสู่ทารก ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อน

การทำลายอวัยวะต่างๆของร่างกายที่เกิดจากปรอท เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาหรือทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้

จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของปรอท ผิวมีลักษณะเป็นรอยด่างขาวและฝ้าถาวร

2. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)


กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว

ไฮโดรควิโนนจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีในเซลล์ผิวหนัง หรือที่เรียกว่าเมลานิน (Melanin) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีลดลง จึงมีผลทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในการนำมาใช้ผสมในครีมที่ทำให้หน้าขาวในอดีต เนื่องจากเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว

ปัจจุบันนี้ ไฮโดรควิโนนได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม คลีนิกที่จ่ายยารักษาฝ้าโดยแพทย์ ยังสามารถจ่ายให้ผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสม ตามดุลยพินิจของแพทย์

การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน ควรใช้กับผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือรอยด่างดำจากสิวที่รุนแรง และจะต้องมีเปอร์เซ็นต์ของตัวยาที่แน่นอนระบุอยู่ นอกจากนี้ควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ควรใช้นานเกินไป และไม่ควรหยุดใช้ยาทันที เนื่องจากอาจจะทำให้ผิวคล้ำลงกว่าเดิม จากการที่ผิวหนังเร่งผลิตเซลล์เม็ดสีมาทดแทน นอกจากนี้ไฮโดรควิโนนยังเป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแดด ซึ่งหากทายาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้ว ไม่ทาครีมกันแดด อาจจะทำให้ฝ้าดำกว่าเดิมได้

การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนที่ไม่ได้อยู่ในภายใต้การควบคุมของแพทย์ เช่น การหาซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งครีมเหล่านี้มักจะผสมไฮโดรควิโนนในปริมาณสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดถึง 3-5% สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในการรักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2%

ผลข้างเคียงจากการใช้

เริ่มจากอาการระคายเคืองต่อผิว แสบร้อน เกิดตุ่มแดง ตุ่มนูนสีดำบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ซึ่งเป็นบริเวณที่ทาครีมบ่อยๆ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในผิวหนัง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำคล้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำ ไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผิวหนังมีการปรับตัวให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อีกทั้งผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาด ตัวยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสั่นหรือเกิดภาวะลมชักหรือกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ยาได้


จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน ผิวเกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำ

3. สเตียรอยด์ (Steroid)


กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว

สเตียรอยด์มีผลยับยั้งการสร้างสารเคมีสื่อกลาง (mediators) เช่น โพรสตาแกรนดิน (prostaglandin) และลิวโคไตรอีน (leukotriene) ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี (melanin) ทำให้ปริมาณเม็ดสีลดลงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น

สเตียรอยด์เป็นสารที่ห้ามใส่ในเครื่องสำอาง มักใช้เป็นสูตรผสมกับยาตัวอื่น เช่น ไฮโดรควิโนน ในการรักษาฝ้า กระ และจุดด่างดำ สเตียรอยด์ช่วยในการเสริมฤทธิ์และช่วยลดอาการข้างเคียงของไฮโดรควิโนนได้ดี

ผลข้างเคียงจากการใช้

การใช้ครีมหรือยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในความเข้มข้นสูง ใช้ผิดวิธี และใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวหน้าบาง ทำให้มลภาวะสารพิษจากภายนอกเข้าสู่ผิวหนังชั้นแท้ได้ง่ายขึ้น และเห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น


จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน คือ ผิวมีลักษณะเป็นสิว เป็นตุ่มผดผื่อน หน้าบางและไวต่อแสง

วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดผลข้างเคียง

หลังใช้หากมีอาการคัน ระคายเคือง มีเม็ดผดผื่นแดง หรืออักเสบ ให้หยุดการใช้และรีบไปพบแพทย์ผิวหนังทันที

จะเห็นได้ว่า สารทั้ง 3 นี้ เป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง จึงเป็นสารต้องห้ามที่กระทรวงสาธารณะสุขประกาศ ห้ามนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง หากพบเครื่องสำอางที่มีสารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบวางจำหน่ายตามท้องตลาด ถือได้ว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ผิดกฎหมาย ไม่ควรซื้อมาใช้เด็ดขาด

ดังนั้น ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสถานที่จำหน่ายที่มีหลักแหล่งน่าเชืิ่อถือ และก่อนตัดสินใจซื้อ ควรสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ โดยฉลากต้องมีข้อความภาษาไทย ระบุข้อความอันจำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง เลขที่ใบรับแจ้งจาก อย. (เป็นเลข 10 หลัก) สารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีการใช้ ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ปริมาณสุทธิ เลขแสดงครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต และคำเตือน

เพื่อความปลอดภัย สามารถตรวจสอบรายชื่อครีมอันตราย พร้อมรูปภาพประกอบได้ที่ลิงค์เว็บไซท์ อย.


หากพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารต้องห้าม หรือได้รับอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วย อย. โทร 1556 หรืออีเมล : 1556@fda.moph.go.th หรือส่งจดหมายไปที่ตู้ ปณ.1557 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004  เพื่อที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป







เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  • คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • คณะแพทยศาสตร์ ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล











































































































“ ทองคำ “ ศาสตร์แห่งความงามของอียิปต์โบราณในการปรนนิบัติผิว



มีการค้นพบความมหัศจรรย์ของ ทองคำ ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ  ในการรักษาความงาม  ดังเช่น Secret of Cleopatra เคล็ดลับศาสตร์แห่งความงามของพระนางคลีโอพัตรา ที่ได้ลงบันทึกไว้ว่า พระนางทรงสวมใส่หน้ากากทองคำบริสุทธิ์ในขณะบรรทมทุกคืน  เพื่อรักษาความงามและความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณไว้ให้ยาวนานที่สุด


โดยเชื่อกันว่า ทองคำ มีคุณสมบัติที่ดีต่อผิวมากมายหลายอย่าง  อาทิเช่น ช่วยฟื้นฟูผิว    ช่วยกระตุ้นการสร้าง คอลลาเจนและ อิลาสติน กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ชะลอความเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน อีกทั้งยังช่วยการทำงานของต่อมน้ำเหลืองในการขับสารพิษและของเสีย  และยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ

ต่อมา Umo Inc (อูโม่ อิงค์) ได้ทำการเปิดตัวมาส์คหน้าด้วยแผ่นทองคำบริสุทธิ์เป็นครั้งแรก (ณ งานแสดงนิทรรศการ Beauty World Japan ปี 2007) ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก เป็นข่าวดังไปทั่วโลก สถาบันความงามชั้นนำ เหล่าคนดังและดาราดังในฮอลลีวูดต่างตอบรับกระแสการนำทองคำมาใช้มาส์คหน้าเป็นอย่างดี

ในปัจจุบันเครื่องสำอางต่างๆ ได้นำส่วนผสมจากทองคำออกมาใช้กันอย่างกว้างขวาง



โดยการนำทอง 24K ที่ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยี Liposome Preparation Nano-Sized Gold Particles ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำด้วยอนุภาคที่เล็กๆของทองคำ 24K เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงผิวได้อย่างล้ำลึก อาทิเช่น

·        ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุของความเหี่ยวย่นและแก่ก่อนวัย
·        ช่วยยับยั้งเอนไซม์ MMP1, MMP 2, MMP 9 ที่ทำลายคอลลาเจนในชั้นผิว
·        ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอิลาสตินในชั้นผิวได้ดี
·        ช่วยยับยั้งการทำลายคอลลาเจน อิลาสติน และโปรตีนโครงสร้างในชั้นผิว
·        ช่วยปรนนิบัติผิว ลดริ้วรอย ทำให้ผิวสว่างกระจ่างใสแลดูอ่อนเยาว์
·        ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนกระจ่างใสแลดูอ่อนเยาว์

Liposome Nano Gold 24-K สารสกัดจากทองคำ 24K  รูปแบบนาโนไลโปโซม (Nano Liposome Colloidal Gold) จากสวิสเซอร์แลนด์  แร่ทองคำมีส่วนช่วยในการขับสารพิษจากผิวหนัง กระตุ้นกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่   ชะลอการเสื่อมของคอลลาเจนและอีลาสติน  ยับยั้งกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน และยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ


จากงานค้นคว้าวิจัยของประเทศญี่ปุ่น ค้นพบว่า ประจุไฟฟ้าจากทองคำบริสุทธิ์ จะช่วยปรับสมดุลของประจุไฟฟ้าของเซลล์ผิวหนังที่อ่อนแอให้แข็งแรง ปรับสภาพให้ผิวสามารถดูดซับสารอาหารที่เกิดจากการบำรุงในขั้นต่อๆไปได้ดีขึ้นอีก 30% และช่วยเสริมสร้างความงามกลับคืนเดิมโดยวิธีธรรมชาติ

ดังนั้น คุณค่าและคุณสมบัติของ " ทองคำ " ได้รับการพิสูจน์จากสถาบันชั้นนำต่างๆทั่วโลก นำไปใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิว เช่น ครีมมาส์คหน้า ครีมบำรุงผิว เพื่อคืนความกระชับ ความอ่อนเยาว์ให้กับผิว บำรุงผิว ลดเลือนริ้วรอย จุดด่างดำ พร้อมผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ กระตุ้นให้ผิวมีชีวิตชีวา เนียนนุ่มชุ่มชื้นด้วยอณูพิเศษของแร่ทองคำที่สามารถเร่งการหมุนเวียนของโลหิตและเร่งการเกิดใหม่ของเซลล์ กระตุ้นการดูดซึมของผิวได้ดีขึ้น เผยผิวหน้าที่สวยใสยิ่งกว่าเดิม

































ระวัง..! ครีมอันตราย พบสารต้องห้าม ใครใช้อยู่มีสิทธิ์หน้าพัง..


สาวๆทั้งหลายที่ใส่ใจในการบำรุงดูแลผิวพรรณ ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางมาใช้ เนื่องจากปัจจุบันนี้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้น อาจจะมีสารปรอทหรือสารต้องห้ามเจือปน ทำให้เป็นอันตรายต่อผิวหน้า และอาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบนผิวหนังได้อีกด้วย

ล่าสุด.. สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาเปิดเผยรายชื่อเครื่องสำอางที่มีสารปรอทหรือสารต้องห้ามเจือปน 818 รายการ  

ครีมอันตราย ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตรวจพบสารต้องห้าม ที่ช่วยให้ผิวหน้าขาวใสอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อใช้ไปนานๆหรือหยุดใช้จะเป็นอันตรายต่อผิวหน้า (หน้าจะพังกว่าเดิม) เพื่อความปลอดภัย สาวๆสามารถตรวจสอบรายชื่อครีมอันตรายพร้อมรูปภาพประกอบได้ที่ลิงค์เว็บไซท์ อย. 


ตัวอย่าง.. ครีมอันตรายที่มีสารต้องห้าม


อันตรายจากสารต้องห้ามในเครื่องสำอาง
ปัจจุบันได้มีผู้ประกอบธุรกิจบางราย ไม่คำนึงถึงอันตรายที่จะเกิดกับผู้บริโภค ได้นำสารต้องห้ามมาผสมในเครื่องสำอาง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่อ้างว่าช่วยขจัดฝ้า และทำให้หน้าขาวภายในเวลาอันรวดเร็ว ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน หรือปรอทแอมโมเนีย หรือกรดวิตามินเอ ซึ่งผลจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเหล่านี้ จะทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ซึ่งมีตั้งแต่อาการเฉียบพลันทันที เช่น กรดวิตามินเอ จะมีผลทำให้แสบร้อน แดง คัน หรือผิวลอก ส่วนการเกิดอาการหรือเป็นพิษในระยะยาว เช่น ไฮโดรควิโนนจะทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีตาย เกิดเป็นผิวด่างขาวหรือเป็นฝ้าถาวร ถ้ามีสารปรอทแอมโมเนีย ก็จะได้รับพิษสะสมจากปรอท ซึ่งจะไปทำลายไตและอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้ เป็นต้น


ดังนั้น ก่อนที่จะเลือกซื้อหรือใช้เครื่องสำอาง ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่ใช่ครีมอันตรายตามประกาศของ อย. และควรอ่านส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ว่ามีสารประกอบอะไรบ้าง มีเลขที่ใบร้บแจ้งจาก อย. หรือไม่และอ่านวิธีใช้ที่ฉลากให้เข้าใจ รวมทั้งควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ คุณก็จะปลอดภัยจากครีมอันตรายและอาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ 






























“ ดีท็อกซ์ผิวหน้า “ ให้สวยกระจ่างใสด้วยไข่ขาวผสมน้ำผึ้ง



คุณประสบกับปัญหาผิวหน้าที่มีฝ้าและผิวหมองคล้ำกันบ้างหรือเปล่า..?  ไข่ขาวผสมน้ำผึ้งคือสูตรสำเร็จที่เหมาะที่สุดที่จะจัดการกับปัญหาฝ้าและผิวหมองคล้ำที่คุณประสบอยู่  สิ่งที่คุณจะต้องเตรียม ก็มีเพียงส่วนผสม 2 อย่างที่คุณสามารถหาได้ง่ายๆ ที่จะนำมาทำสุดยอดดีท็อกซ์มาร์คหน้า ที่จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และเปล่งประกายสดใส


คุณคงพอจะทราบถึงสรรพคุณของน้ำผึ้งกันมาบ้างแล้ว  ทีนี้เรามารู้ถึงสรรพคุณของไข่ขาวกันบ้าง ส่วนผสมไข่ขาวนี้ ช่วยกระชับรูขุมขนและป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรกต่างๆบนใบหน้า  ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสิวหัวดำ และสิวประเภทต่างๆ เมื่อเรานำมาผสมกับน้ำผึ้ง จะช่วยปรับให้สีผิวสม่ำเสมอขึ้น และทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม ผิวมีสุขภาพดี

ส่วนผสม
Ø ไข่ 1 ฟอง (แยกใช้เฉพาะไข่ขาว)

Ø น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ


วิธีทำ
Ø ตอกไข่ 1 ฟองและแยกไข่ขาวออกจากไข่แดงใส่ถ้วย (เก็บไข่แดงไว้ทำอาหาร)

Ø ใส่น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แล้วคนผสมให้เข้ากัน

เมื่อคนจนส่วนผสมเข้ากันเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องเตรียมผิวหน้า โดยการล้างหน้าให้สะอาด แล้วทาส่วนผสมที่เตรียมไว้ให้ทั่วใบหน้า (เว้นบริเวณรอบดวงตา) และทิ้งไว้จนรู้สึกผิวตึงๆ หรือประมาณ 10 - 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด


คุณจะรู้สึกถึงรูขุมขนที่กระชับขึ้น และผิวหน้าสะอาดอย่างล้ำลึก

ไข่ไก่ไม่ใช่เฉพาะเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญให้กับร่างกายเท่านั้น  แต่ไข่ขาวยังช่วยกระชับรูขุมขนและป้องกันการสะสมสิ่งสกปรกต่างๆบนใบหน้า ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดสิวหัวดำหรือสิวชนิดต่างๆ โดยการกำจัดน้ำมันส่วนเกิน และยังพิสูจน์ได้อีกว่า ไข่ขาวยังช่วยปรับสภาพสีผิวให้ดีขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวที่แห้งหยาบกร้าน ทำให้ผิวหน้ามีสุขภาพดีและกระจ่างสดใสอย่างเป็นที่น่าพอใจ


น้ำผึ้งเป็นส่วนผสมที่มีประโยชน์  เป็นตัวต่อต้านแบคทีเรียโดยธรรมชาติ ช่วยปลอบประโลมผิวและเพิ่มความชุ่มชื้น อีกทั้งทำให้ผิวหน้านุ่มนวลเรียบเนียน ได้อย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติ โดยที่ไม่มีเครื่องสำอางใดสามารถทำได้








บทความ - แปลและเรียบเรียงมาจาก















สวยจากภายในสู่ภายนอกด้วย “ อาหารบำรุงผิว “




การดูแลผิวพรรณทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่หันมาเลือกรับรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ที่สามารถช่วยบำรุงผิวให้มีความสดใสสวยงามและดูดี ถ้าเราเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว สุขภาพผิวก็จะดีตามไปด้วย 

ทีนี้เรามาดูกันว่า อาหารบำรุงผิว ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและส่งผลดีต่อผิวพรรณนั้นมีอะไรบ้าง..?
  • มะละกอ ผลไม้ที่มีเอนไซม์ปาเปน (Papain) ที่ช่วยกำจัดผิวที่ตายแล้ว พร้อมทำให้เซลล์ผิวใหม่แข็งแรงขึ้น รอยดำต่างๆก็จางหายไป
  • มังคุด  อุดมไปด้วยวิตามินเอ ซี และอี เมื่อทานเข้าไปแล้วจะช่วยต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี
  • กล้วย ผลไม้หาได้ง่ายที่ช่วยให้ผิวเราเก็บน้ำได้ดีขึ้น ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น และยังช่วยให้ผิวปกป้องตัวเองจากมลภาวะภายนอกได้ดีอีกด้วย
  • องุ่นแดง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ      ยับยั้งการเกิดมะเร็งเพราะมีสารโพลีฟีนอล (Polyphenol) และที่สำคัญยังทำให้ผิวที่ได้รับผล กระทบจากแสงแดดผลัดตัวและซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้นอีกด้วย
  • ถั่วเหลือง เป็นพืชที่มีโปรตีนสูง อุดมไปด้วยฮอร์โมนเอสโตรเจน (ให้ผลดีกับเพศหญิงมากกว่า) ซึ่งช่วยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งดูมีสุขภาพดี
  • ฟักทอง ตัวช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใต้ผิว 
  • แตงกวา มีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบ ลดรอยแดง ฆ่าเชื้อ และช่วยเติมน้ำให้ผิว ที่สำคัญยังเหมาะกับผู้ที่มีผิวบอบบางอีกด้วย
  • แปะก๊วย  ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก ๆ ช่วยชะลอความเสื่อมของวัยได้ อีกทั้งยังทำให้ความจำดี ระบบการเรียนรู้และการได้ยินก็จะเสื่อมช้ากว่าที่ควรจะเป็นด้วย
  • ชาเขียว ชาที่มีสรรพคุณต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวดูแก่กว่าวัย จึงช่วยชะลอให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ลงได้ นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบ ป้องกันมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วย
  • อะโวคาโด ช่วยทำให้ผิวนุ่ม แก้ปัญหาอาการผิวแห้งและคัน ทำให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ไวขึ้น ผิวที่ถูกแดดบ่อยจนไหม้ก็สามารถทานอะโวคาโดเพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
  • แอพริคอต ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและเบต้าแคโรทีน จึงช่วยทำให้ผิวมีสุภาพดี เนียนนุ่ม ฟื้นฟูไว ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยต้านสารพิษจากสิ่งแวดล้อม
  • ราสเบอร์รี่ ผลไม้ที่ช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้ดียิ่งขึ้น

  • วิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยป้องกันการเสื่อมอายุของผิวหน้า ซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพ บำรุงผิวให้แข็งแรง และยังมีความสำคัญต่อขบวนการเติบโตของผิวหน้าให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติอีกด้วย แต่ควรได้รับในปริมาณที่พอดี ประมาณ 3 มิลลิกรัม เพราะถ้ามากเกินไปจะเป็นอันตรายและทำให้ผิวหยาบกร้านได้ อาหารที่มีวิตามินเอ ได้แก่ นม เนย ปลาเแซลมอน ผักใบเขียว แคนตาลูป มะเขือเทศ ฟักทอง เป็นต้น
  • วิตามินบีรวม ช่วยบำรุงผิว ทำให้ผิวหนังเรียบ ช่วยซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพและสีผิว โดยวิตามินบี1 จะช่วยในการผลัดเซลล์ผิวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น วิตามินบี2 จะช่วยบำรุงผิวหนัง วิตามินบี5 ช่วยต้านความเครียดที่จะทำให้ผิวหม่นหมอง ไบโอติน ช่วยสร้างคอลลาเจน กรดอะมิโนและกรดไขมัน ช่วยป้องกันไม่ให้ผิวแห้งซีดดูไม่สดใส พบได้ใน ไข่แดง ตับ ไต ถั่ว ดอกกะหล่ำ แป้ง ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เป็นต้น
  • วิตามินซี (Vitamin C) สารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องผิวและมีส่วนสำคัญในการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ต้านความเครียด เพิ่มภูมิต้านทานให้ผิว พบได้มากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว
  • วิตามินดี (Vitamin D)ช่วยส่งเสริมให้ผิวหายใจได้ดียิ่งขึ้น ผิวจึงดูสดใสเปล่งปลั่ง ช่วยต้านความเครียด และลดโรคผิวหนังบางชนิด ซึ่งการที่ร่างกายได้รับวิตามินดีจากแสงแดดอ่อน ๆ วันละ 15 นาที ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
  • วิตามินอี (Vitamin E) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากในการรักษาสภาพผิว ช่วยรักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย ทำให้ผิวหนังไม่แห้งเหี่ยว ช่วยให้แผลหายเร็ว ชะลอความชราของผิว และช่วยปกป้องการถูกทำลายของเซลล์ผิวหนัง ควรได้รับวันละประมาณ 200-400 IU อาหารที่มีวิตามินอีได้แก่ ผลไม้ ผักใบเขียว ถั่ว น้ำมันพืช ข้าวไม่ขัดสี ขนมปังโฮลวีต เป็นต้น
  • สารสกัดจากเมล็ดองุ่น (OPC) เป็นสารที่มีประสิทธิภาพสูงในการกำจัดอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความแข็งแรงของเนื้อเยื่อคอลลาเจนและอีลาสติน

การดูแลผิวให้สวยใสด้วยวิธีง่ายๆนี้  นอกจากจะมีผิวพรรณที่สดใสดูดีแล้ว ยังมีสุขภาพร่างกายที่ดีอีกด้วย และหากท่านต้องการที่จะดูแลบำรุงผิวพรรณโดยเฉพาะผิวหน้าให้ดูดียิ่งขึ้นไปอีก ท่านก็สามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวขาว เช่น ครีมมาร์คหน้า เซรั่ม หรือครีมบำรุงต่างๆ เพื่อดูแลบำรุงผิวหน้าควบคู่ไปกับการรับประทาน “ อาหารบำรุงผิว   จะยิ่งทำให้ท่านมีผิวหน้าที่สวยใสยิ่งกว่าเดิม 







































ล้วงลึก..! สาเหตุของการเกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำ.. จนถึงการดูแลให้หน้าสวยใส


ก่อนที่จะกล่าวถึงสาเหตุของการเกิด..เรามาทำความรู้จัก ฝ้า กระ จุดด่างดำ คร่าวๆกันก่อน.. ว่ามีลักษณะหน้าตาอย่างไร..?

ฝ้า (Melasma) มีลักษณะสีน้ำตาลอมดำ อาจมีขนาด แตกต่างกันตั้งแต่เป็นหย่อมเล็ก ๆ จนกระทั่งเป็นปื้นขนาดใหญ่ สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกส่วนของใบหน้า โดยเฉพาะโหนกแก้วและสันจมูกที่มักจะเกิดฝ้ามากที่สุด โดยทั่วไปแล้ว ฝ้าจะเกิดกับผู้ทีี่มีอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป จนกระทั่งผู้สูงอายุ 


กระ (Freckle) มีลักษณะแบนราบหรือเป็นปุ่มนูนสีน้ำตาลและมีขนาดเล็ก ส่วนมากมักจะขึ้นบริเวณใบหน้า ลำคอ และแขน จะเห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มคนผิวขาว สามารถพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก และอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีสีคล้ำขึ้นเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่


จุดด่างดำ (Age spots) มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลหรือเข้มไปจนสีดำที่ชั้นผิวหนัง เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสีผิว มักเกิดบริเวณใบหน้า มือ โดยมักเกิดขึ้นในคนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป
ทีนี้.. ก็มาถึงสาเหตุของการเกิดฝ้า กระ จุด ด่างดำ ..
ฝ้า กระ จุดด่างดำ สาเหตุหลักเกิดจากการผลิตเม็ดสีผิวเมลานินที่มากเกินไป (Melanin pigment) หรือการผลิตเม็ดสีเมลานินที่ไม่เท่ากัน จึงทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน ซึ่งเรียงตามลำดับได้ดังนี้

     1.  แสงแดด ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แสงอัลตราไวโอเลตทั้ง เอ และ บี รวมทั้งแสง visible light เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดฝ้า หรือทำให้เป็นฝ้าได้มากขึ้น แสงอัลตราไวโอเลต จะมีมากในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. แสงแดดในช่วงนี้มีผลทำให้ผิวหนังเกิดการไหม้เกรียมและอาจเกิดฝ้าได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงเวลาดังกล่าว

     2.  ฮอร์โมนเอสโตรเจน เนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นกลไกสำคัญในการคุมกำเนิด เมื่อระดับฮอร์โมนนี้ในร่างกายขึ้นสูง ก็จะไปกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีเมลานินทำให้เกิดฝ้าขึ้น ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะมีมากในเพศหญิง และจะเพิ่มขึ้นสูงในระยะตั้งครรภ์ และขึ้นลงในวัยหมดประจำเดือน หรือคนที่ระบบประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ นอกจากนี้ยังพบฮอร์โมนนี้ในยาคุมกำเนิด จะสังเกตได้ว่าคนที่ทานยาคุมกำเนิด มักจะมีปัญหาเรื่องฝ้า ดังนั้น จึงมักพบผู้ที่เป็นฝ้าขณะตั้งครรภ์หรือรับประทานยาคุมกำเนิดได้บ่อย

     3.  พันธุกรรม พบว่าคนในครอบครัวเดียวกันจะเป็นฝ้าเหมือนกันได้ถึง 30-50%  จึงเชื่อว่าน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกัน

     4.  เครื่องสำอาง การแพ้ส่วนผสมในเครื่องสำอาง จำพวกสารให้กลิ่นหอมหรือสี อาจทำให้เกิดรอยดำแบบฝ้าได้ แต่ก็พบได้น้อย

     5.  ยาบางประเภท พบว่าผู้ที่รับประทานยากันชักบางชนิด  มักเกิดผื่นดำคล้ายรอยฝ้าที่บริเวณใบหน้า  จึงเชื่อว่ายาเหล่านี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดฝ้า

สรุปได้ว่า ฝ้า กระ จุดด่างดำ สาเหตุหลักก็คือ แสงแดด ที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเม็ดสีเมลานินนี้ ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกันแสงแดดตามธรรมชาติของผิว และปกป้องผิวจากรังสียูวี เมื่อเราตากแดดผิวจึงกลายเป็นสีคล้ำ เนื่องจากร่างกายสร้างเม็ดสีเมลานินเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเพื่อปกป้องผิวนั่นเอง
เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นตอของการเกิด ฝ้า กระ จุดด่างดำ ที่เกิดจากเม็ดสีเมลานินถูกกระตุ้นให้สร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้นจากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมา.. เราก็มาทำความเข้าใจกันต่ออีกสักนิดว่า กระบวนการหรือขั้นตอนในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินนั้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร..?

ในการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานิน ถ้าดูจากรูป จะมีสารตั้งต้นคือ Tyrosine จากนั้นก็จะถูกสังเคราะห์ต่อไปจนในที่สุดได้เป็นเม็ดสีเมลานิน จะเห็นว่าในกระบวนการสังเคราะห์นี้จะเกี่ยวข้องกับเอ็นไซม์หลักคือ Tyrosinase เท่านั้น 

จากรูป จะเห็นว่ากระบวนการสังเคราะห์เม็ดสีเมลานินที่อยู่ในกรอบสีแดงจะเกิดขึ้นในเมลาโนโซม จากนั้นเมลาโนโซมก็จะถูกส่งผ่านท่อเด็นไดร์ทไปสู่เซลล์คีราติโนไซต์ ดังนั้น ถ้ามีการขัดขวางกระบวนการส่งผ่าน ก็จะไม่เกิดเม็ดสีเมลานินที่ผิว เนื่องจากไม่มีเม็ดสีเมลานินที่เซลล์คีราติโนไซต์ 

สรุปได้ว่า.. เราสามารถลดการสร้างเม็ดสีเมลานินได้โดย
1.  ป้องกันปัจจัยที่มากระตุ้น เช่น ป้องกันผิวจากรังสี UV เลี่ยงยาคุมกำเนิด ฯลฯ
2.  ลดการสร้าง ลดการทำงาน รบกวนการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส Tyrosinase ชะลอไม่ให้เอ็นไซม์ที่สร้างขึ้นมามีศักยภาพ เร่งการสลายตัวของเอนไซม์ ซึ่งในขั้นตอนนี้มีสารออกฤทธิ์ที่ทรงพลังอยู่หลายตัวด้วยกัน อย่างเช่น สารสกัด HentoWhite, สารสกัด GigaWhite™, สารสกัด Brown Algae Extract, สารสกัด Red Algae Extract, สารสกัด Brassica Flower Extract, สารสกัด Bright Light Madonna Lily และสารสกัด Swiss Garden Extract เป็นต้น  ซึ่งสารสกัดเหล่านี้จะเข้าไปยับยั้งและหยุดการทำงานของเอ็นไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) และเพิ่มกระบวนการผลัดเซลล์ผิวและการย่อยสลายเอนไซม์ไทโรซิเนส ส่งผลให้เกิดการยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน   
3.  ขัดขวางการแสดงผลของเม็ดสีเมลานินบนผิวหนัง โดยการยับยั้งการส่งเมลาโนโซมไปตามท่อเด็นไดร์ท ในขั้นตอนนี้ก็จะมีสารสกัด Brown Algae Extract และสารสกัด Bright Light Madonna Lily ที่สามารถยับยั้งการส่งผ่านเมลาโนโซม (ถุงหุ้มเม็ดสีเมลานิน) ไปตามท่อเด็นไดร์ท ส่งผลให้ไม่เกิดเม็ดสีเมลานินขึ้นที่ผิว
4.  การยับยั้งเอ็นไซม์ไทโรซิเนส Tyrosinase ในระดับยีนส์ เป็นนวัตกรรมใหม่ในการควบคุมการสร้างเม็ดสีเมลานินในระดับยีนส์ ซึ่งในขั้นตอนนี้ก็มีสารสกัด Brown Algae Extract ที่สามารถยับยั้งการสังเคราะห์เอนไซม์ไทโรซิเนสลึกถึงในระดับยีนส์ (Inhibition of Tyrosinase Synthesis) โดยไปยับยั้งยีนส์ที่ชื่อว่า MITF ซึ่งเป็นตัวควบคุมเมลาโนไซด์ ให้ลดการสังเคราะห์เมลานิน
เมื่อทราบถึงสาเหตุและขั้นตอนในการสร้างเม็ดสีเมลานินว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร คุณก็สามารถที่จะหาวิธีดูแลผิวของคุณให้ห่างไกล ฝ้า กระ จุดด่างดำ โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ก่อให้เกิด หรือนำไปพิจารณาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารสกัดที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินในขั้นตอนต่างๆ  ซึ่งสามารถหาซื้อได้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางบำรุงผิวขาว ทั้งครีมมาร์คหน้า เซรั่ม ครีมบำรุงต่างๆ เป็นต้น