สืบเนื่องมาจากบทความที่แล้ว ครีมอันตราย ระวัง..!
พบสารต้องห้าม ใครใช้อยู่มีสิทธิ์หน้าพัง ที่คุณทราบกันดีอยู่แล้วว่า
มีสารอันตรายอะไรบ้าง สำหรับบทความนี้ ก็จะมาขยายความเพิ่มเติมว่า
สารต้องห้ามแต่ละตัวนั้น มีขั้นตอนการทำงานอย่างไร
และมีผลข้างเคียงร้ายแรงขนาดไหน..
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง กำหนดวัตถุที่ห้ามใช้เป็นส่วนผสม ในการผลิตเครื่องสำอาง ลำดับที่ 221 ตามที่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา
เล่ม125 ตอนพิเศษ 80ง ลงวันที่ 12
พฤษภาคม 2551 โดยกำหนดชื่อสารห้ามใช้ คือ
1. ปรอท
และสารประกอบของปรอท
ปรอท ถูกกำหนดเป็นสารอันตรายห้ามใช้ในเครื่องสำอาง จากการสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ครีมหน้าขาว หน้าใส เพื่อตรวจสอบคุณภาพ จากหลายหน่วยงาน พบว่า มีจำนวนถึง 20% ของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ที่มีสารปรอทในปริมาณสูงปนอยู่ในระดับมากกว่า 1,000 ส่วนถึงมากกว่า 10,000 ส่วนใน 1,000,000 ส่วน
กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว
สารปรอทที่ใช้ผสมในเครื่องสำอาง เพื่อให้ผิวหน้าขาวใส ลดจุดด่างดำ หรือรักษาฝ้า จะอยู่ในรูปของ Davalent-Cations ไควาเลนซ์แคทไอออน [mercuric (II) ion, Hg2 +] ซึ่งจะมีผลยังยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ลดลง จึงช่วยให้สีผิวขาวขึ้น และนอกจากนี้ปรอทยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดสตาไฟโยคอคคัส (staphylococcus) จึงป้องกันสิวได้ด้วย
ผลข้างเคียงจากการใช้
สารประกอบของปรอท จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอบางลง แพ้ง่าย เกิดผื่นแดงระคายเคือง ผิวไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร เล็บที่สัมผัสกับครีมก็จะบางลง และเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ อีกทั้งยังทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเสียการรับรู้ เช่น การมองเห็นและการได้ยิน ถ้าสตรีที่ตั้งครรภ์ได้รับสารปรอท ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปสู่ทารก ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อน
การทำลายอวัยวะต่างๆของร่างกายที่เกิดจากปรอท เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาหรือทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้
จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของปรอท ผิวมีลักษณะเป็นรอยด่างขาวและฝ้าถาวร
2. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)
กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว
ไฮโดรควิโนนจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีในเซลล์ผิวหนัง หรือที่เรียกว่าเมลานิน (Melanin) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีลดลง จึงมีผลทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในการนำมาใช้ผสมในครีมที่ทำให้หน้าขาวในอดีต เนื่องจากเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันนี้ ไฮโดรควิโนนได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม คลีนิกที่จ่ายยารักษาฝ้าโดยแพทย์ ยังสามารถจ่ายให้ผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสม ตามดุลยพินิจของแพทย์
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน ควรใช้กับผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือรอยด่างดำจากสิวที่รุนแรง และจะต้องมีเปอร์เซ็นต์ของตัวยาที่แน่นอนระบุอยู่ นอกจากนี้ควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ควรใช้นานเกินไป และไม่ควรหยุดใช้ยาทันที เนื่องจากอาจจะทำให้ผิวคล้ำลงกว่าเดิม จากการที่ผิวหนังเร่งผลิตเซลล์เม็ดสีมาทดแทน นอกจากนี้ไฮโดรควิโนนยังเป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแดด ซึ่งหากทายาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้ว ไม่ทาครีมกันแดด อาจจะทำให้ฝ้าดำกว่าเดิมได้
การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนที่ไม่ได้อยู่ในภายใต้การควบคุมของแพทย์ เช่น การหาซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งครีมเหล่านี้มักจะผสมไฮโดรควิโนนในปริมาณสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดถึง 3-5% สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในการรักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2%
ผลข้างเคียงจากการใช้
เริ่มจากอาการระคายเคืองต่อผิว แสบร้อน เกิดตุ่มแดง ตุ่มนูนสีดำบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ซึ่งเป็นบริเวณที่ทาครีมบ่อยๆ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในผิวหนัง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำคล้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำ ไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผิวหนังมีการปรับตัวให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อีกทั้งผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาด ตัวยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสั่นหรือเกิดภาวะลมชักหรือกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ยาได้
จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน ผิวเกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำ
3. สเตียรอยด์ (Steroid)
กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว
สเตียรอยด์มีผลยับยั้งการสร้างสารเคมีสื่อกลาง (mediators) เช่น โพรสตาแกรนดิน (prostaglandin) และลิวโคไตรอีน (leukotriene) ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี (melanin) ทำให้ปริมาณเม็ดสีลดลงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น
สเตียรอยด์เป็นสารที่ห้ามใส่ในเครื่องสำอาง มักใช้เป็นสูตรผสมกับยาตัวอื่น เช่น ไฮโดรควิโนน ในการรักษาฝ้า กระ และจุดด่างดำ สเตียรอยด์ช่วยในการเสริมฤทธิ์และช่วยลดอาการข้างเคียงของไฮโดรควิโนนได้ดี
ผลข้างเคียงจากการใช้
การใช้ครีมหรือยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในความเข้มข้นสูง ใช้ผิดวิธี และใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวหน้าบาง ทำให้มลภาวะสารพิษจากภายนอกเข้าสู่ผิวหนังชั้นแท้ได้ง่ายขึ้น และเห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น
จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน คือ ผิวมีลักษณะเป็นสิว เป็นตุ่มผดผื่อน หน้าบางและไวต่อแสง
วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดผลข้างเคียง
หลังใช้หากมีอาการคัน ระคายเคือง มีเม็ดผดผื่นแดง หรืออักเสบ ให้หยุดการใช้และรีบไปพบแพทย์ผิวหนังทันที
จะเห็นได้ว่า สารทั้ง 3 นี้ เป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง จึงเป็นสารต้องห้ามที่กระทรวงสาธารณะสุขประกาศ ห้ามนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง หากพบเครื่องสำอางที่มีสารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบวางจำหน่ายตามท้องตลาด ถือได้ว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ผิดกฎหมาย ไม่ควรซื้อมาใช้เด็ดขาด
ดังนั้น ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสถานที่จำหน่ายที่มีหลักแหล่งน่าเชืิ่อถือ และก่อนตัดสินใจซื้อ ควรสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ โดยฉลากต้องมีข้อความภาษาไทย ระบุข้อความอันจำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง เลขที่ใบรับแจ้งจาก อย. (เป็นเลข 10 หลัก) สารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีการใช้ ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ปริมาณสุทธิ เลขแสดงครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต และคำเตือน
เพื่อความปลอดภัย สามารถตรวจสอบรายชื่อครีมอันตราย พร้อมรูปภาพประกอบได้ที่ลิงค์เว็บไซท์ อย.
หากพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารต้องห้าม หรือได้รับอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วย อย. โทร 1556 หรืออีเมล : 1556@fda.moph.go.th หรือส่งจดหมายไปที่ตู้ ปณ.1557 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 เพื่อที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กลไกการทำงานให้ผิวหน้าขาว
สารปรอทที่ใช้ผสมในเครื่องสำอาง เพื่อให้ผิวหน้าขาวใส ลดจุดด่างดำ หรือรักษาฝ้า จะอยู่ในรูปของ Davalent-Cations ไควาเลนซ์แคทไอออน [mercuric (II) ion, Hg2 +] ซึ่งจะมีผลยังยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีเมลานิน (Melanin) ลดลง จึงช่วยให้สีผิวขาวขึ้น และนอกจากนี้ปรอทยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดสตาไฟโยคอคคัส (staphylococcus) จึงป้องกันสิวได้ด้วย
ผลข้างเคียงจากการใช้
สารประกอบของปรอท จะทำให้ผิวหนังอ่อนแอบางลง แพ้ง่าย เกิดผื่นแดงระคายเคือง ผิวไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลต ทำให้ผิวหน้าดำ เกิดฝ้าถาวร เล็บที่สัมผัสกับครีมก็จะบางลง และเมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้เกิดพิษสะสมของสารปรอทในผิวหนัง และดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ทำให้ตับและไตอักเสบ เกิดโรคโลหิตจาง ทางเดินปัสสาวะอักเสบ อีกทั้งยังทำลายระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง ทั้งสมองและไขสันหลัง ทำให้เสียการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเสียการรับรู้ เช่น การมองเห็นและการได้ยิน ถ้าสตรีที่ตั้งครรภ์ได้รับสารปรอท ปรอทจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายและไปสู่ทารก ทำให้เด็กมีสมองพิการและปัญญาอ่อน
การทำลายอวัยวะต่างๆของร่างกายที่เกิดจากปรอท เมื่อเกิดขึ้นแล้วไม่สามารถรักษาหรือทำให้กลับมาดีเหมือนเดิมได้
2. ไฮโดรควิโนน (Hydroquinone)
ไฮโดรควิโนนจะเข้าไปยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นกระบวนการสร้างเม็ดสีในเซลล์ผิวหนัง หรือที่เรียกว่าเมลานิน (Melanin) ทำให้มีการสร้างเม็ดสีลดลง จึงมีผลทำให้ผิวขาวขึ้น ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากในการนำมาใช้ผสมในครีมที่ทำให้หน้าขาวในอดีต เนื่องจากเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันนี้ ไฮโดรควิโนนได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป แต่อย่างไรก็ตาม คลีนิกที่จ่ายยารักษาฝ้าโดยแพทย์ ยังสามารถจ่ายให้ผู้ป่วยได้ตามความเหมาะสม ตามดุลยพินิจของแพทย์
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน ควรใช้กับผู้ที่มีปัญหาฝ้า หรือรอยด่างดำจากสิวที่รุนแรง และจะต้องมีเปอร์เซ็นต์ของตัวยาที่แน่นอนระบุอยู่ นอกจากนี้ควรใช้ในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ควรใช้นานเกินไป และไม่ควรหยุดใช้ยาทันที เนื่องจากอาจจะทำให้ผิวคล้ำลงกว่าเดิม จากการที่ผิวหนังเร่งผลิตเซลล์เม็ดสีมาทดแทน นอกจากนี้ไฮโดรควิโนนยังเป็นสารที่ทำปฏิกิริยากับแสงแดด ซึ่งหากทายาที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนแล้ว ไม่ทาครีมกันแดด อาจจะทำให้ฝ้าดำกว่าเดิมได้
การใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนที่ไม่ได้อยู่ในภายใต้การควบคุมของแพทย์ เช่น การหาซื้อครีมทาฝ้ามาใช้เอง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งครีมเหล่านี้มักจะผสมไฮโดรควิโนนในปริมาณสูงมากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดถึง 3-5% สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในการรักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2%
ผลข้างเคียงจากการใช้
เริ่มจากอาการระคายเคืองต่อผิว แสบร้อน เกิดตุ่มแดง ตุ่มนูนสีดำบริเวณโหนกแก้มและสันจมูก ซึ่งเป็นบริเวณที่ทาครีมบ่อยๆ หากใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานมากกว่า 6 เดือน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อภายในผิวหนัง เกิดจุดด่างขาวที่หน้า ผิวหน้าดำคล้ำมากขึ้น อาจทำให้เกิดเป็นฝ้าถาวรสีน้ำเงินอมดำ ไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งอาจเกิดจากการที่ผิวหนังมีการปรับตัวให้สร้างเม็ดสีมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ อีกทั้งผู้ที่ได้รับยานี้เกินขนาด ตัวยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและสามารถกระตุ้นให้ร่างกายสั่นหรือเกิดภาวะลมชักหรือกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ยาได้
3. สเตียรอยด์ (Steroid)
สเตียรอยด์มีผลยับยั้งการสร้างสารเคมีสื่อกลาง (mediators) เช่น โพรสตาแกรนดิน (prostaglandin) และลิวโคไตรอีน (leukotriene) ที่ใช้ในการสร้างเม็ดสี (melanin) ทำให้ปริมาณเม็ดสีลดลงส่งผลให้ผิวขาวขึ้น
สเตียรอยด์เป็นสารที่ห้ามใส่ในเครื่องสำอาง มักใช้เป็นสูตรผสมกับยาตัวอื่น เช่น ไฮโดรควิโนน ในการรักษาฝ้า กระ และจุดด่างดำ สเตียรอยด์ช่วยในการเสริมฤทธิ์และช่วยลดอาการข้างเคียงของไฮโดรควิโนนได้ดี
ผลข้างเคียงจากการใช้
การใช้ครีมหรือยาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ในความเข้มข้นสูง ใช้ผิดวิธี และใช้เป็นระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงทั้งภายนอกและภายในร่างกาย เช่น ผดผื่นขึ้นง่าย ผิวหน้าบาง ทำให้มลภาวะสารพิษจากภายนอกเข้าสู่ผิวหนังชั้นแท้ได้ง่ายขึ้น และเห็นเส้นเลือดแดงตามใบหน้าชัดขึ้น
จากภาพ แสดงอาการข้างเคียงจากการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน คือ ผิวมีลักษณะเป็นสิว เป็นตุ่มผดผื่อน หน้าบางและไวต่อแสง
วิธีปฏิบัติเมื่อเกิดผลข้างเคียง
หลังใช้หากมีอาการคัน ระคายเคือง มีเม็ดผดผื่นแดง หรืออักเสบ ให้หยุดการใช้และรีบไปพบแพทย์ผิวหนังทันที
จะเห็นได้ว่า สารทั้ง 3 นี้ เป็นสารที่ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรง จึงเป็นสารต้องห้ามที่กระทรวงสาธารณะสุขประกาศ ห้ามนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง หากพบเครื่องสำอางที่มีสารเหล่านี้เป็นส่วนประกอบวางจำหน่ายตามท้องตลาด ถือได้ว่าเป็นเครื่องสำอางที่ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน ผิดกฎหมาย ไม่ควรซื้อมาใช้เด็ดขาด
ดังนั้น ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากสถานที่จำหน่ายที่มีหลักแหล่งน่าเชืิ่อถือ และก่อนตัดสินใจซื้อ ควรสังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ โดยฉลากต้องมีข้อความภาษาไทย ระบุข้อความอันจำเป็นครบถ้วน ได้แก่ ชื่อและชนิดของเครื่องสำอาง เลขที่ใบรับแจ้งจาก อย. (เป็นเลข 10 หลัก) สารที่ใช้เป็นส่วนผสม วิธีการใช้ ชื่อที่ตั้งผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ปริมาณสุทธิ เลขแสดงครั้งที่ผลิต เดือนปีที่ผลิต และคำเตือน
เพื่อความปลอดภัย สามารถตรวจสอบรายชื่อครีมอันตราย พร้อมรูปภาพประกอบได้ที่ลิงค์เว็บไซท์ อย.
หากพบผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน มีสารต้องห้าม หรือได้รับอันตรายจากการใช้เครื่องสำอาง สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วย อย. โทร 1556 หรืออีเมล : 1556@fda.moph.go.th หรือส่งจดหมายไปที่ตู้ ปณ.1557 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 เพื่อที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะได้ตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เอกสารอ้างอิง
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
- คณะแพทยศาสตร์ ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยามหิดล








No comments:
Post a Comment